สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ องค์เทพ ขอหวย » การจูงทิดสึกใหม่ออกจากวัดความเชื่อ ภูมิปัญญา ของคนโบราณ

การจูงทิดสึกใหม่ออกจากวัดความเชื่อ ภูมิปัญญา ของคนโบราณ

22 เมษายน 2016
3703   0

ประเพณีไทยพวน..ชวนให้คิด
การให้ผู้หญิง“จูงทิดสึกใหม่”เข้าบ้าน

“หัวใจ” คือ“การเรียนรู้”…หาเหตุผล
ก่อนวิจารณ์ว่าคนโบราณโง่ทำไมต้องใช้ผู้หญิงจูง”

ทำไม?” ลาสิกขาสึกจากพระ” ต้องมีผู้หญิง จูงออกจากวัด
เด็กรุ่นใหม่ไร้สมอง มองว่าความเชื่อ คือ ความโง่ของคนโบราณ
ว่า ทิดสึกใหม่ตาบอดหรือไง ทำไม บวชแล้วกลับบ้านไม่ถูก

การให้ผู้หญิง “จูงทิดสึกใหม่” ….เข้าบ้าน
“ความเชื่อโบราณ” .ที่กำลังจางหายไป
กับการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ขาดการศึกษาปรัชญาความคิด

การ “บวชพระ” แต่โบราณสำคัญมาก
กฎหมาย”สมัยอยุธยา”ห้ามไม่ให้ คนทั่วไปใช้ สัปทน(ร่ม)ในงาน
เพราะถือว่า“เลียนแบบเจ้าฟ้ามหากษัตริย์”มีโทษรุนแรงถึง”ลอกหนัง”
แต่อนุญาตให้ใช้เฉพาะในการ”บวชนาค”เท่านั้น
บ่งบอกการบวชพระ”ไม่มีแบ่งชั้นวรรณะ”ทุกคนเท่ากันในความเป็นคน

การจูงทิดสึกใหม่ออกจากวัดความเชื่อ ภูมิปัญญา ของคนโบราณ

 

“ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ”.แต่โบราณของไทย
“แฝงไว้ด้วยปรัชญาความคิด”เสมอ มีที่มา คือ” ความเหมาะสม”
กับคำสอนและสภาพแวดล้อม ของท้องถิ่นนั้นๆ

“ประเพณี”หมายถึง ซึ่งกระทำกันต่อมาตามจารีตแบบอย่าง”มีผิดมีถูก”
เช่นผิดประเพณี”หนีตามกันไม่แต่งงาน” และประเพณี มีให้เหมาะสม
กับฤดูและดินฟ้าอากาศ เช่น”ไม่แต่งงาน”เดือน 8และ12 เพราะน้ำหลาก
คนมาช่วยงานลำบาก สมัยก่อนต้องใช้แรงงานคน

“วัฒนธรรม” ต้องเป็นไปตามกลุ่มชนนั้นปฏิบัติต่อกันมา
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ “ไม่มีผิดถูก”.เช่น วัฒนธรรมการเข้าคิว
การกินอาหาร เปลี่ยนจากกินด้วยมือมาเป็นใช้ช้อนได้

“ความเชื่อ”เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เป็นแนวคิดแฝงปรัชญาให้คนคิด
เรียกว่ากุศโลบายก็ได้ ความเชื่อ คือ การยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เป็นสิ่งความจริงหรือที่เราไว้วางใจ
“ไม่จําเป็นว่าต้องเป็นความจริงตรงตามหลักเหตุผลหลักวิทยาศาสตร์ใดๆ”
ความเชื่อคือพลังจิตใต้สำนึกซึ่งทำให้เกิดพลังอำนาจหรือเพิ่มความมั่นใจ
ในตัวเองได้ เช่นเชื่อ เรื่องผี เรื่องเทพ เรื่องชายผ้าถุงแม่

 

 

 

คนไทยในปัจจุบันศึกษาตามแบบ“ฝรั่งตะวันตก”มีมุมมองทางวิทยาศาสตร์
ที่พิสูจน์ได้”เชื่อถือในสิ่งที่เห็น “เป็นจริงที่ตามองเห็น”เท่านั้น
..”ชาวตะวันตกชีวิตมีความลำบาก”ในการต่อสู้กับธรรมชาติ อากาศ พายุ
ความหนาวร้อน ธรรมชาติสอนเขา”ให้ดิ้นรนใช้ความคิด”เอาชนะธรรมชาติ
ด้วยเทคโนโลยี เท่านั้นจึงอยู่ได้ พวกเขาจึงขยัน และมองสิ่งที่เป็นจริง
จึงกลายมาเป็นอุตสาหกรรมการผลิต ต่อมา

ไทยมีธรรมชาติฟ้าฝนร้อนหนาว“ที่สมดุล”อาหารการกินอุดมสมบูรณ์
ชีวิตจึงไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับธรรมชาติ ไม่ลำบากต้องคิดค้นอะไร”
อยู่กลมกลืนกับธรรมชาติ “ชีวิตจึงใฝ่หาความสงบ”
ความสุขจากการปฏิบัติธรรมทำบุญศึกษาพระธรรม
ความสนใจจึงออกไปในแนว สงบ ไม่ดิ้นรน..พอเพียง
หาความพ้นทุกข์ เป็นแนวทาง“ปรัชญาชีวิต อยู่อย่างมีความสุข”
แบบ”พุทธ และ เซ็น” ที่ฝรั่งค้นหาและชื่นชม

ไม่แปลกใจที่ลูกหลานไทย“รับความคิดของฝรั่ง”แนวทางวิทยาศาสตร์
แสดงความเห็นต่างๆ“ดูประหนึ่งว่า ตัวเองฉลาดรอบรู้ เป็นคนสมัยใหม่”
ทีแท้เป็นได้แค่ใช้เทคโนโลยีตามฝรั่ง เสื้อผ้าแต่งตามสมัยสมมุติเท่านั้น
(แต่ความคิดไม่ทันสมัย.ไม่รอบรู้เรื่องทีคนโบราณรู้มาก่อนหลายร้อยปี)

หลงตัวเองว่ารอบรู้”ดูถูกความเชื่อ”ของคนโบราณ ว่าขี้เท่อ งมงาย
อธิบายความหมาย”เพียงแค่สายตาที่มองเห็น” ตื้นเขินในความคิด”
”คิดไม่เป็น” มองไม่เห็นถึง“ซึ่งที่แฝงแนวคิดเชิงปรัชญาเปรียบเทียบ
”ในการดำเนินชีวิตที่ดี ที่บรรพชนฝากไว้

 

การจูงทิดสึกใหม่ออกจากวัดความเชื่อ ภูมิปัญญา ของคนโบราณ

การบวชของผู้ชายเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ มีความสำคัญ
คือ “ได้เวลาศึกษา” ทั้งธรรมะคำสอน และ ธรรมะของฆราวาส
สึกมาเป็นผู้รู้ เรียกว่า”บัณฑิต” ก็คือ”ทิด”นั่นเอง

การให้ “ผู้หญิง จูงพระที่ลาสึกขาบท”นั้น” เป็นความเชื่อ”
ใครจะเชื่อทำตามหรือไม่ก็ไม่เป็นไร
“หัวใจ” คือ การเรียนรู้ก่อนว่า”ทำไม ต้องใช้ผู้หญิงจูง”
ถ้าเรียนรู้เหตุผลว่าทำไม“จะทำตามหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา”แต่อย่างใด

การใช้ผู้หญิง จูงพระ ที่ลาสิกขา นั้น เป็นความเชื่อ ดังนี้
1.การบวช เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของบุคคล
จาก”คนธรรมดา”เป็น“นักบวช”
สมัยพุทธกาลคนที่มาขอบวชกับพระพุทธองค์
ไม่ได้เป็นการบวชตามประเพณี “แต่เป็นการเข้ามาบวชแบบไม่สึก”
เข้ามาเพราะเบื่อหน่ายทางโลก มาศึกษาแก่นธรรม
สาวกเหล่านี้มี”ใจพร้อม โกนหัวเข้าวัด”เลยก็ได้
เพียงแต่ต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดาก่อนจึงจะบวชได้

สมัยต่อมา.กุลบุตรต้องทำมาหากินอยู่กับทางโลก
บวชแล้ว ต้องลาสิกขา บางคนใช้ชีวิตทางโลกมาโชกโชน
การโกนหัวเข้าวัด “อาจทำให้ความรู้สึก” ของคนบางคน
ไม่สามารถยอมรับได้ว่าจะกลับตัวกลับใจ หรือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

 

 

“ประเพณีการบวชนาค”จึงถือกำเนิดขึ้นมาเรียกเป็นภาษาวิชาการว่า
“ประเพณีพิธีผ่าน” คือ”ผ่านจากสถานะหนึ่ง ไปอีกสถานะหนึ่ง”
เพื่อให้คนเคารพเชื่อมั่นดูศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ”ต่อความรู้สึกของทุกคน”

“น้ำ”แม่คงคา.จึงถูกนำมาใช้ในพิธีอาบน้ำนาคชำระร่างกายให้บริษุทธิ์
ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการชำระจิตใจเปลี่ยนสถานะจากคนธรรมดา”เป็นพระ”
“น้ำ”เป็นพยานทุกอย่างในพิธีผ่านเช่น น้ำสังข์น้ำอาบน้ำศพและน้ำมนต์

ก่อนเข้าโบสถ์“พ่อแม่จะจูงนาค“ ขนาบซ้ายขวาตามทิศของศาสนา
เมื่อ ลาสิกขา“จึงมีความเชื่อการจูงออกวัดเหมือนตอนพ่อแม่จูงเข้าโบสถ์”
ได้มีความเชื่อ แตกต่างกันไป ไปตาม แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ดังนี้

1. ใช้หญิงสาว(มีประจำเดือนแล้ว) จูง”ทิด”ออกมาจากวัด
เป็นข้อคิดว่าต้องตั้งใจปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมออกไปสร้าง”ครอบครัวใหม่”
ความหมายตรงข้ามแตกต่างไป จากตอนเข้าโบสถ์ ที่พ่อแม่จูง
เป็นข้อคิดว่า ..ต้องมีความรอบคอบในการเลือกผู้ที่จะมาเป็นคู่ชีวิต
เป็นข้อคิดว่า…บางแห่ง มีแนวคิดว่า ขอให้ได้คู่ครอง เป็นสาวบริษุทธิ์
เป็นข้อคิดว่า.. มีจิตใจดีงามบริษุทธิ์
*บางแห่งไม่นิยมเพราะคิดว่าผู้หญิงไม่ควรไปจูงออกมาเหมือนไปสึกพระ

2.ใช้เด็กผู้หญิง(ยังไม่มีประจำเดือน)…จูง”ทิด”ออกจากวัด
แต่เดิมนั้น ใช้เด็กสาวพรหมจรรย์ ตามข้อที่1 แต่เนื่องจากสมัยต่อมา
บ้านเมืองเจริญขึ้น ทำให้ไม่อาจจะทราบว่าเป็นสาวพรหมจารีหรือไม่
จึงใช้เด็กๆผู้หญิงแทนเหมือนกับประเพณีหลายอย่าง ที่ใช้เด็กสาวบริษุทธิ์
คือ”เด็กที่ยังไม่มีประจำเดือน”แทนคงความหมายเริ่มต้นใหม่ บริษุทธิ์
ไม่มีปัญหา สอดคล้องกับความหมายเด็กที่บริษุทธ์เปรียบเหมือนผ้าขาว

การให้“ผู้หญิง จูงพระที่”ลาสึก”นั้น” เป็นความเชื่อ” ส่วนใครจะเชื่อ
ทำตามหรือไม่ก็ตามอัธยาศัย”แต่อย่าได้โจมตี”ภูมิปัญญาบรรพชน

เพราะ..“หัวใจ” คือการเรียนรู้ก่อนว่า
”ทำไมต้องใช้ผู้หญิงจูง”ถ้าเรียนรู้เหตุผลว่าทำไมแล้ว
“จะทำหรือไม่ก็ไม่มีปัญหา” แต่อย่างใด

ขอขอบคุณ บทความจาก อาจารย์ ถนัด ยันต์ทอง

Related posts: