สัพเพเหระ ไอที เทคโนโลยี สุขภาพ เรื่องแปลก เรื่องน่ารู้ ทั่วโลก » ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

19 พฤษภาคม 2016
350   0

.ปริญญา ที่ไร้ ปัญญา
…รู้แต่หนังสือ แต่ ไม่รู้หนังหา
…ครูไม่ว่า เอาที่สบายใจ
…ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

สี่ประเด็นใหญ่ข้างบน คือโลกของคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
การศึกษา คือ การพัฒนาประเทศ
เพราะการศึกษา คือ การพัฒนาคน เพื่อไปพัฒนาประเทศ

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

 

ประเทศใดที่ ล้มเหลว ในการพัฒนาประเทศ
ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม
ทั่วโลก ประเมินผลได้ ทันที ว่า การศึกษา ประเทศนั้น ล้มเหลว
เพราะคนไม่มีคุณภาพ ไม่สามารถผลักดันให้ประเทศพัฒนาไปได้

ประเทศไทย จับต้องอะไร? เป็นต้องมีปัญหา
ทีไม่มีปัญหา ก็เพราะไม่ได้ไปจับต้อง ต้องหมกเม็ดไว้ก่อน

“ปริญญา ที่ไร้ ปัญญา” เกิดขึ้นมากมายในประเทศนี้
เมื่อมองเห็นปริญญาคือพระเจ้า จะตอบโจทย์ปัญหาได้ทุกเรื่อง

ค่านิยมปริญญา ถูกจ้องตาเป็นมันจากสถาบันการศึกษา
เปิดรับตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ปริญญาตรี โท เอก อย่างไม่อั้น
มีโปรโมชั่นมากมาย แย่งลูกค้า ทุกระดับจ่ายครบและจบแน่นอน

 

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

ผู้ที่อยู่ในแวดวงสังคม และผู้ที่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นนักวิชาการ
มีปริญญามหาบัณฑิต และ อยากมีคำนำหน้าว่า ดอกเตอร์(ดร.)
จึงหาสถานที่เรียนที่จบง่าย ไม่ต้องสนใจว่า กพ.รับรองหรือไม่?

(กู)ขอแค่เรียนจบแน่..ไม่ได้เอาไปสอนใคร แค่เอาไว้ให้เขาเรียก
นักวิชาการมากมาย หน้าจอทีวี บางทีตอบคำถาม พิธีกร ไม่ได้
คุณค่าความเชื่อถือ หดหายลงไปทุกวัน จนไม่มีความศักดิ์สิทธิ์

จากกรณี อาจารย์มหาวิทยาลัย ความรู้ ระดับปริญญาเอก (ดร.)
ยิงอาจารย์ด้วยกัน เสียชีวิตแบบไตร่ตรองไว้ก่อน
ย่อมมองให้เห็นได้ว่า “การศึกษา ไม่ได้ให้ทำให้เกิด..ปัญญา”
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
เรียกได้ว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”

 

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

“การแก้ปัญหาชีวิต”ไม่ได้แก้ที่”เอกสาร”หรือข้อสอบโจทย์ปัญหา
ที่มีคำตอบรอเฉลย และให้คะแนนอยู่ข้างหน้า การแก้ปัญหาชีวิต
แก้ด้วยประสบการณ์ หรือเรียกว่า “ภูมิต้านทานของชีวิต”

“ภูมิต้านทาน”ที่ได้ได้จากสิ่งแวดล้อม อันได้แก่ ครอบครัว พ่อแม่
พี่น้อง ครูอาจารย์ และเพื่อนรุ่นพี่ รุ่นน้อง..สังคมรอบด้านในชีวิตเขา
จะอบรมเขาให้รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา……”ไม่ใช่มานั่งจับเจ่า”
หาความรู้หน้าจอคอมพิวเตอร์และทีวีมือถือที่ปราศจากจิตวิญญาณ

“แต่โบราณ”นั้นผู้ใหญ่มักจะพูดคำว่าให้”ไปเรียนหนังสือ หนังหา”
“หนังสือ”คือตำราเรียนหลักความรู้พื้นฐาน พร้อมที่จะออกไปสู้ชีวิต
“หนังหา”นั้นคือหาความรู้จริง รู้แจ้งที่เติมให้ชัดไปจากหนังสือที่เรียน

ประสบการณ์ชีวิต สมัยนี้เขาเรียกว่า วิชาสร้างเสริมประสบการณ์
หรือการฝึกงาน นอกสถานที่ในทุกระดับ หรือภูมิปัญญาเฉพาะเรื่อง
(ปรับเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้ตรงจุดคือได้ทำจริงเห็นจริงรู้จริง)

 

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

ปัจจุบัน การเรียนเน้นไปที่หนังสือ อ่านเพื่อเตรียมสอบเอาคะแนน
“หนังหา”ก็หาเอาจากกูเกิ้ล วิกิพิเดีย ที่ไม่ได้กรองเนื้อหาสุดท้าย
มีรายงานส่ง รูปเล่มสวยงาม ราคาหลายบาท แต่ไม่ใช่หนังหา
ที่จะมาเสริมหนังสือนั้นให้รู้แจ้งเห็นความจริงได้

“ครูไม่ว่า เอาที่สบายใจ” เป็นอีกประเด็นหนึ่งในสังคม
ที่ลักษณะพฤติกรรม ของครู…กำลังจะเปลี่ยนไป

ครูรุ่นเก่าไม่ต่างจากพ่อแม่คนที่สอง ลูกมาถึงโรงเรียนก็ยกให้ครู
อะไรผิดถูก ครูไม่ตามใจ ดุด่าว่า กล่าว ถึงเฆี่ยนตี เพื่อปราม
(มีบ้างยุคใหม่ตีด้วยอารมณ์)
เมื่อยุทธการหักไม้เรียว เริ่มใช้ วิธีการลงโทษได้เปลี่ยนไป
คล้ายประหารชีวิตเป็นลดโทษประหาร และหักคะแนน และฯย้าย

ปัจจุบันโรงเรียนและสถานศึกษาในทุกระดับ เสนอภาพ
โรงเรียนสถานศึกษาน่าอยู่ แต่งกายตามสบาย ไม่เคร่งครัด
ครูบาอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใส เอาใจใส่(ตามใจ)เด็ก
ส่วนหนึ่งถ้าวางตนไม่ดี หรือทำให้เด็กไม่พอใจ
หรือ ผู้ปกครองไม่พอใจ ย้ายเด็กออก.. ละก็เป็นเรื่อง

 

ปริญญาที่ไร้ปริญญา รู้หนังสือแต่ไม่รู้หนังหา รู้แต่ไม่มีสติ

แต่สิ่งที่ตามมา คือ เด็กไทย ของเรา ตั้งแต่เตรียมอนุบาล
เด็กน่ารักสดใส (ผู้ปกครองหน้ามืดเพราะจ่ายมาก)
แต่สิ่งที่หายไป คือ “มารยาทและกาลเทศะ ขาดความเกรงใจ”
สมัยก่อน เรียกกันว่า”พ่อแม่ไม่สั่งสอน” สมัยนี้ “ครูก็ไม่สั่งสอน”
สั่งสอนไปแล้วออกอาการ“ครูก็เลยไม่ว่า เอาที่สบายใจ”ละกัน

เอาที่สบายใจละกัน .ก็ตัวครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครองนั่นแหละ
ต้องเป็นคนเริ่มต้นว่า”จะปรับสภาพสังคมรอบด้านเด็กไปทิศทางใด”
ที่จะได้เกิดปัญญา รู้ หนังหา …..หรือ .เอาที่สบายใจละกัน

เพราะทุกวันนี้คนจบปริญญา“ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”
ตกงานปีละ 2 แสนคน เพราะได้แต่ “ปริญญา”แต่ไม่ได้“ปัญญา”
จบแล้วจะไปทำงาน หางานตรงวุฒิไม่ได้ เลยไม่รู้จะทำอะไรดี

ขอโทษทียังสู้พวกที่จบ ป.4 ป.6 “ที่ไม่รู้ หนังสือแต่รู้หนังหา”
ที่ “ไม่มีปริญญา” แต่มี “ปัญญา” เอาตัวรอดได้

หมายเหตุ..ไม่มีเจตนาว่าผู้ใด เพียงแต่นำมาเขียนเป็นบทเรียน

 

ที่มา อาจารย์ ถนัด ยันต์ทอง

Related posts: